[Fic] Somewhere only we know Pt.4

posted on 22 Oct 2009 00:10 by pam-a-rod in Somewhere-only-we-know

Somewhere only we know

-04-

 

แสงแดดจ้าที่ส่องผ่านหน้าต่างบานใหญ่มาทำให้ทงเฮได้สติ นัยน์ตารีเรียวค่อยๆปรับภาพตรงหน้าที่ค่อนข้างพร่ามัวให้กลับเป็นปกติ ภาพที่ปรากฏสู่สายตาตอนนี้คือห้องขนาดประมาณห้าคูณห้าเมตรที่ไม่มีอะไรนอกจากเตียงกับเก้าอี้หนึ่งตัว ห้องเรียบๆปูด้วยพื้นไม้และหน้าต่างบานใหญ่

คำถามแรกที่ผุดขึ้นมาในโสตประสาทคือ.. ที่นี่ที่ไหน?

แต่แล้วภาพความทรงจำของเมื่อวานก็แล่นปราดเข้าสู่สมองอย่างรวดเร็ว ความเจ็บปวดจากท้องที่แล่นริ้วไปถึงกลางใจยังคงแจ่มชัด ได้แต่ก่นด่าตัวเองในใจว่าโง่ถึงขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไรกัน เพราะความหลงใหลชั่ววูบถึงทำให้มองไม่ออก เพราะความไว้ใจคนง่ายเพียงชั่วครู่ถึงทำให้ตัวเองตกที่นั่งลำบากแบบนี้

สองมือถูกเชือกเส้นหนามัดไว้และจับไพล่หลัง แต่เท้าของทงเฮยังเป็นอิสระ เจ้าตัวจัดการใช้มันพาร่างของตัวเองเดินไปชิดริมหน้าต่าง ชะโงกมองออกไปด้านนอกเผื่อว่าจะมีอะไรพอช่วยเหลือเขาได้บ้าง... แต่ความหวังก็กลายเป็นศูนย์ในทันที เมื่อด้านนอกที่พยายามมองแล้วมองอีกไม่มีอะไรเลยนอกจากต้นไม้สีเขียวชอุ่มรอบทิศทาง


“นี่มันกลางป่าอะเมซอนหรือไงวะเนี่ย!!”


ทงเฮสบถอย่างแค้นใจ แตะโครงเหล็กของเตียงไปหนึ่งทีด้วยต้องการระบายอารมณ์ เสียงสะท้อนของเหล็กดังก้องไปทั่วห้อง และเพราะการกระทำนี้.. ทำให้ผู้ชายที่ทงเฮพึ่งโยนตำแหน่งเกลียดขี้หน้าที่สุดในชีวิตให้หมาดๆเปิดประตูเข้ามา คิ้วเข้มเลิกขึ้นด้วยความสงสัยก่อนจะสังเกตเห็นเท้าที่แดงเพราะกระทบของแข็งเมื่อครู่


“เมื่อกี้ทำอะไร”

“ไม่ต้องมาสนใจ ออกไปซะ เห็นหน้านายแล้วฉันอยากจะตายให้มันรู้แล้วรู้รอด”


สิ่งที่ทงเฮคิดได้ตอนนี้คืออยากทำให้ผู้ชายคนนี้เจ็บ เจ็บในแบบที่เขากำลังรู้สึกในตอนนี้ ถึงจะรู้ว่าคำพูดเหล่านี้คงไม่ได้มีความสำคัญไปมากกว่าเสียงนกเสียงกา แต่อย่างน้อยขอให้ได้บอกความรู้สึกออกไปก็ยังดี ความรู้สึกเกลียดชังที่สุมอยู่เต็มอกแบบนี้


“ยืนบื้ออยู่ทำไม ฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องเหรอ!!”

“ไม่อยากรู้รึไงว่าผมจับคุณมาทำไม?”

“ไม่อยาก ไม่ต้องบอกด้วย”

“รู้รึเปล่าว่าบริษัทที่คุณบริหารอยู่น่ะทำกำไรได้มากขนาดไหน แล้วยังจะทรัพย์สินของพ่อคุณที่มีค่ามากกว่าพันล้านวอนนั่นอีก คุณน่ะลูกเศรษฐีเลยนะทงเฮ กลุ่มของผมเลยลงความเห็นว่าคุณน่ะเหมาะที่สุดที่จะเป็นตัวประกัน”

“นี่นายจับฉันมาเรียกค่าไถ่งั้นเหรอ?”


ทงเฮแทบจะไม่เชื่อหูตัวเองกับสิ่งที่พึ่งได้ยิน ผู้ชายคนนี้ยอมเข้ามาตีสนิท ยอมเสียสละตัวเองเพื่อเล่นละครฉากใหญ่ ทุกอย่างที่สร้างขึ้นมาล้วนแต่เป็นคำโกหก คำหลอกลวงให้ตายใจ กำแพงของเขาพังทลายลงเพราะน้ำที่ผู้ชายคนนี้เพียรพยายามปั้นขึ้นมาเป็นรูปเป็นร่างให้ใจอ่อน ให้ยอมเชื่อกับความรู้สึกตรงหน้าที่ตอนนี้ดูแล้วจะจับต้องได้ยากยิ่งกว่าสายลมเสียอีก


“ทีหลังก็บอกดีๆ ฉันจะได้เซ็นเช็คให้ก่อนที่นายจะต่อยฉันแล้วพามาที่นี่”

“ผมไม่ได้อยากจะทำนักหรอก”   หมายถึงตอนต่อยอะนะ คิบอมต่อท้ายประโยคเงียบๆในใจ

“อ๋อ.. แล้วคราวนี้ฉันต้องเชื่อนายงั้นสิคิมคิบอม”   เสียงเล็กแหลมสูงส่อแววประชดประชันเต็มที่ในทุกถ้อยคำ ทุกประโยคเท่าที่จะสามารถทำได้ นัยน์ตารีเรียวตวัดมองไปทางอื่นก่อนจะเอ่ยคำที่ทำให้คิบอมไม่สามารถทนอยู่ในห้องนี้ได้อีกต่อไป  “ไปตายซะไป! ฉันเกลียดนาย”


.
.

 

“เป็นไง?”

“เกลียดกูฝังเส้นไปแล้วรายนั้น”

“ไปโทษเค้าก็ไม่ได้ เป็นกูก็เกลียดวะ หลงเสน่ห์หนุ่มหล่อทั้งทีแต่เสือกกลายเป็นอาชญากร”

“มึงก็ไม่ต่างจากกูนักหรอกซีวอน!”


คิบอมที่เก็บอารมณ์ตั้งแต่เดินลงบันไดมาจากชั้นบนเหวี่ยงกลับเข้าให้ แต่ซีวอนที่กำลังยืนชมวิวเงียบๆอยู่ที่ชานหน้าบ้านเพียงแค่ยักไหล่ให้เท่านั้น ริมฝีปากได้รูปจัดการคาบบุหรี่ตัวเดิม จุดสีแดงเล็กๆที่ปลายมวนกำลังมอดไหม้กระดาษขาวเคลือบยาพิษจนคิบอมมองแล้วรู้สึกได้ว่าตัวเองกำลังตกอยู่ในสถานการณ์นั้น

ไฟที่ปะทุอยู่ในใจกำลังจะทำให้เขาตายทั้งเป็น

ให้ตายเถอะ เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกเหมือนมีอะไรมาถ่วงอยู่ในอกให้อึดอัดจนเครียดไปหมด


“โทรติดต่อฝ่ายนั้นไปรึยัง?”

“ยังเลย.. รอไอ้คยูฮยอนมันกลับมาก่อนจะได้คุยกันทีเดียวว่าจะเอากี่ล้าน”


คิ้วเรียวเข้มเลิกขึ้นอย่างสงสัยในคำพูด ซีวอนไม่เคยมีปัญหาเรื่องเงิน.. เรื่องนั้นคิบอมรู้ดี ส่วนแบ่งเท่าไรซีวอนไม่เคยเกี่ยง แค่เพราะอยากได้เงินมาใช้ง่ายๆเลยทำแบบนี้ แล้วคราวนี้มีปัญหาอะไรถึงต้องรอคยูฮยอนกลับมาคุยว่าจะเอาตัวเลขกี่หลัก


“ทำไม? มึงกะจะล้างมือคราวนี้เลยเหรอไง”

“ก็ไม่เชิง... ยังไงทงเฮอะไรนี่ก็รวยมากนี่ แล้วกูก็รำคาญตำรวจชิบหาย ตามดมกลิ่นพวกเราเร็วยังกับหมา”

“ช่วยไม่ได้นี่หว่า เสือกหาเรื่องทำอาชีพสุจริตดีนักนี่”


ซีวอนหัวเราะ เรียวปากได้รูปพ่นควันสีขาวออกมาแทนคำตอบ คิบอมที่ขี้เกียจจะเสวนาด้วยจึงเดินกลับเข้าไปในบ้านอีกครั้ง นัยน์ตาคมมองไปรอบๆแล้วก็ต้องถอนหายใจ บ้านนี้เป็นบ้านของซีวอนซึ่งอยู่บนเขาและพ้นหูพ้นตาจากคนทั่วไปอย่างสุดกู่ การเดินทางก็แสนจะลำบาก แค่จากถนนหลักเข้ามาในบ้านก็ใช้เวลาร่วมสองชั่วโมง

ดังนั้นจึงไม่แปลกอะไรที่ไม่มีคนสนใจ และเพราะเป็นบ้านที่นานๆใช้ทีจึงไม่มีปัญหา ไม่ได้มาบ่อยให้พลุกพล่านจนกลายเป็นจุดสนใจของละแวกนี้


“กลับมาซะทีนะมึง กูรอเป็นชาติ”


เสียงรถยนต์กระหึ่มพร้อมกับเสียงทักของซีวอนทำให้คิบอมรู้ว่าสมาชิกอีกคนหนึ่งกลับมาแล้ว ดวงตาคมเข้มปราดมองไปนอกหน้าต่าง รถเอสยูวีสีดำสนิทยี่ห้อดังจากเกาะอังกฤษจอดอยู่หน้าบ้านพร้อมกับเพื่อนรักหน้าหล่อที่หอบของกลับมาเป็นกระบุง คยูฮยอนจับไม้สั้นไม้ยาวได้เป็นคนไปซื้อเสบียงเข้าบ้านที่ไม่มีอะไรเลยในตอนนี้

ท่ามกลางเสียงบ่นงึมงำกับความไกลของระยะทาง คิบอมก็เลือกที่จะไปช่วยหิ้วของมาใส่ตู้เย็นโดยไม่พูดจาอะไร


“ยังดีนะที่น้ำไฟเข้าถึง ไม่งั้นกว่าจะได้เงินมาลำบากแย่”  คยูฮยอนเดินตามเข้ามาก่อนจะวางของลงบนโต๊ะไม้ขัดมันเก่าๆที่ใช้เป็นโต๊ะกินข้าว  “เลิกทำอาชีพนี้ดีมั้ยวะ ยิ่งทำยิ่งรู้สึกว่าตัวเองเลว”

“มึงคิดอยากจะเป็นคนดีอะไรตอนนี้วะ”

“ถ้าให้พูดตามจริง นี่มันก็โอกาสสุดท้ายของพวกเราแล้วไม่ใช่หรือไง?”


คำพูดสั้นๆที่ทำให้ทุกการกระทำหยุดลง ความจริงแล้วพวกเขาก็รู้ดีแต่ยังไม่อยากจะเปิดปากพูดถึงเรื่องนี้ก็เท่านั้น หนึ่งในแก๊งค์เรียกค่าไถ่ที่ตำรวจยังตามหาไม่ได้และตามรอยไม่เจอ ใช้วิธีการตีสนิทกับเหยื่อที่เป็นคนรวยเพื่อหลอกให้ตายใจ แล้วลักพาตัวมารีดไถเงินอย่างเลือดเย็น


“มึงเป็นคนสุดท้ายแล้วคิบอม ถ้ากูกับซีวอนเสนอหน้าออกไปอีกได้โดนจับเข้าตารางกันพอดี”


คนแรกคือซีวอนกับลูกสาวร้านจิวเวลลี่ชื่อดังของเมืองจีน ได้เงินมาราวๆห้าล้านหยวนแล้วก็ใช้พาสปอร์ตกับบัตรประชาชนปลอมแผ่นแน่บไปอยู่ออสเตรเลียราวกับราชาอยู่สองปี คยูฮยอนจึงได้ออกปฏิบัติการกับทายาทพันล้านเจ้าของธุรกิจนำเข้าน้ำหอมจากฝรั่งเศส

หน้าตาของพวกเขานั้นไร้ข้อกังขาอยู่แล้ว แค่ไปชอปปิ้งแต่งองค์ทรงเครื่องใหม่การเดินเข้าเดินออกสังคมไฮโซก็ไม่ใช่เรื่องยาก ราวกับชีวิตในเมืองคนบาปลาสเวกัส อยากจะเป็นอะไรก็ได้ที่อยากเป็น เพียงแค่ต้องไม่ให้ใครจับได้..ก็เท่านั้น

แล้วครั้งนี้ก็เป็นหน้าที่ของคิบอมกับคุณหนูบนตึกสูง บอดี้การ์ดมือหนึ่งพร้อมเรซูเม่ปลอมที่คยูฮยอนใช้สองมือบรรจงสร้างขึ้นมาด้วยตัวเอง


“ร้อยล้านวอนแล้วกัน”  

“เยอะไป..นี่มึงกะเอาเงินไปสร้างประเทศหรือไงวะ”  ซีวอนเสนอตัวเลขแรกขึ้นมาพุ่งทะลุฟ้า ร้อนถึงคิบอมต้องรีบออกปากค้าน  “เท่าที่ทงเฮเล่ามา ตัวเค้ากับพ่อไม่ถูกกัน คิดเหรอว่าพ่อจะยอมจ่ายเงินตั้งร้อยล้านเพื่อเอาลูกชายที่ตัวเองเกลียดเข้าไส้กลับบ้าน”

“หกสิบ”

“กูว่าโอเคนะคิบอม แบ่งกันคนละยี่สิบล้านเป๊ะ รวมกับเงินเก่าก็ใช้ได้ทั้งชีวิตพอดิบพอดี ฮ่าฮ่า”


คยูฮยอนเสริมขึ้นมาให้คิบอมต้องถลึงตาใส่หัวสมองของกลุ่มคนนี้ ถึงมันจะดูเหมือนเพี้ยนและไร้สาระไปวันๆ แต่เป็นถึงนักแฮกเกอร์ตัวยง อยากได้ข้อมูลอะไรจากไหนคยูฮยอนจัดให้ได้หมด นอกจากนั้นยังสร้างระบบป้องกันคอมพิวเตอร์ที่ใช้ทำงานให้ดูเหมือนไม่มีตัวตนและตามรอยไม่ได้

จะบอกว่าเป็นเพราะคยูฮยอนก็ได้.. พวกเขาถึงยังมีชีวิตรอดลอยนวลกันอยู่แบบนี้


“งั้นเรารอเช็คข่าวกันก่อนดีกว่า ถ้าลงพาดหัวหน้าหนึ่งใหญ่โตว่าลูกชายนักการเมืองชื่อดังโดนลักพาตัวเมื่อไรค่อยเรียกหกสิบล้าน เพราะออกข่าวให้ตำรวจช่วยตามหาขนาดนั้นพ่อก็ต้องอยากได้ลูกชายคืนกลับไปอยู่แล้ว.. แต่ถ้าเรื่องเงียบ สงสัยคราวนี้กระเป๋าจะเบาหน่อยแล้วว่ะ”


ซีวอนนักวางแผนประจำกลุ่มออกความเห็น เป็นการชั่งน้ำหนักของเหตุและผลตามฉบับของเจ้าตัวให้ทุกคนช่วยวิเคราะห์ คยูฮยอนตอบโดยการไหวไหล่ซึ่งแปลได้ว่ายังไงก็ได้ ส่วนคิบอมพยักหน้ารับเพราะตอนนี้หัวตื้อจนคิดอะไรไม่ออกแล้ว


“งั้นตามนี้.. อีกสักสามสี่วันคงได้เรื่อง”


.
.


ทงเฮที่แอบเอาหูแนบประตูจนตัวแทบจะฝังกับไม้ผุๆอยู่รอมร่อค่อยๆเดินกลับไปนั่งบนเตียงช้าๆ สมองกำลังประมวลเรื่องที่แอบฟังมาเมื่อครู่อย่างหนักหน่วง ความจริงเงินหกสิบล้านวอนก็เยอะ.. แต่ทงเฮก็รู้ดีว่าเงินของพ่อนั้นมีเพียงพอและออกจะเหลือเฟือด้วยซ้ำ แต่อยู่ที่ว่าเจ้าตัวจะยอมจ่ายเพื่อพาเขากลับไปหรือเปล่า

โดยเฉพาะหลั