[Fic] Somewhere only we know Pt.1

posted on 17 Jul 2009 00:48 by pam-a-rod in Somewhere-only-we-know

Somewhere only we know


- 01 -

 

“วันนี้มีอะไรบ้าง”

“ตอนเช้าประชุมบอร์ดเกี่ยวกับเรื่องโครงสร้างบริหารและดุลการค้าของบริษัท สิบเอ็ดโมงมีนัดทานอาหารกับคุณนากามูระ ตอนบ่ายจะมีเอกสารจากฝ่ายบุคคลขึ้นมาให้ดูและขอความเห็นเกี่ยวกับการคัดเลือกพนักงานใหม่ครับ”

“อืม..”

“ประธาน..”


เสียงของเลขาคนสนิทดังขึ้นอีกครั้งด้วยความไม่แน่ใจ พอคนโดนเรียกหันกลับมามองด้วยสายตาสงสัย ข้อกระจ่างในใจจึงได้ถูกบอกออกไปอย่างช่วยไม่ได้


“ช่วงนี้ดูแลตัวเองด้วยนะครับ.. ทั้งเรื่องสุขภาพแล้วก็ความปลอดภัยด้วย”

“รู้แล้วน่า.. แค่นี้ใช่ไหม”


พูดจบประตูเหล็กบานหนักของห้องโดยสารสี่เหลี่ยมเล็กๆก็เปิดออก พออีกฝ่ายพยักหน้าเป็นคำตอบว่าหมดแค่นี้บทสนทนาก็เป็นอันสิ้นสุดลง มือเล็กผลักประตูกระจกบานขุ่นเข้าไปในห้องทำงานที่ใหญ่โตหรูหรา เหลือบมองนาฬิกาข้อมือก่อนจะพบว่ามีเวลาอีกนิดหน่อยก่อนจะเริ่มประชุม

โซฟาที่ตั้งอยู่มุมหนึ่งของห้องเพื่อเป็นจุดรับแขกถูกจับจองจนเต็มพื้นที่ คนที่อดหลับอดนอนมาตั้งแต่เมื่อคืนทิ้งตัวอย่างเหน็ดเหนื่อย ไม่ได้เป็นเพราะงานหรือเป็นเพราะความเครียด แต่เป็นเพราะความฝันที่ฉายวนไปวนมาซ้ำแล้วซ้ำเล่าตั้งแต่เด็ก ความฝันเดิมๆที่ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่จางหายไปเสียที

ความฝันที่ตอกย้ำให้ลึกจนสุดขั้วหัวใจถึงความจริงที่ตัวเขาเองรู้ดีมาตลอด

ลีทงเฮ... นายฆ่าพี่ชายตัวเอง


.
.


การสะสางงานของประธานบริษัทไม่ใช่เรื่องง่าย.. ดังนั้นเอกสารหรือสัญญาต่างๆที่ต้องอ่านแทบจะทุกถ้อยคำทุกบรรทัดก็ทำให้สายตาล้าไปได้เหมือนกัน โดยเฉพาะในสภาพที่ไม่ค่อยพร้อมอย่างวันนี้ด้วยแล้ว มือเรียวจึงตัดสินใจวางปากกาในมือลง แล้วพับแฟ้มตรงหน้าเก็บให้เป็นที่เพื่อเข้าสู่ช่วงเบรก

นัยน์ตาคู่สวยมองไปรอบๆครู่หนึ่งก่อนจะปิดลง ศีรษะที่ปกคลุมไปด้วยเรือนผมสีน้ำตาลเข้มเอนพิงกับเบาะของเก้าอี้ทรงสูง ลมหายใจถูกผ่อนเข้าออกอย่างสม่ำเสมอ ภายนอกที่ดูเงียบสงบและดูดีทุกท่วงท่าคือตัวเขาเอง ประธานบริษัทที่ทำงานได้เรียบร้อยไร้ที่ติ ลูกชายคนเดียวที่เหลืออยู่ของนักการเมืองชื่อดัง

เวลาเดินไปส่องกระจก ทงเฮก็รู้ว่าภาพที่สะท้อนออกมาคือตัวเอง...
ทว่าในใจลึกๆ กลับอยากจะฉีกร่างนี้ออกเป็นชิ้นๆ อยากจะทำให้แตกสลายไปในทันที

ที่ทุกอย่างเป็นแบบนี้.. ก็เพราะเหตุการณ์วันนั้น


สิ่งที่เรียกสติที่กำลังจะเตลิดไปไกลกลับมาได้คือโทรศัพท์จากเลขาคนสนิท ทงเฮกดปุ่มสปีคโฟนเพื่อดับเสียงร้องรำคาญที่กำลังดังก้อง นัยน์ตารีเรียวมองนาฬิกาข้อมือประกอบกับการฟังไปด้วยก่อนจะพยักหน้าน้อยๆ


“อืม เดี๋ยวออกไป”

“ให้ผมไปด้วยไหมครับ?” ปลายสายถามกลับมาทำให้ทงเฮชะงักนิดหน่อย ก่อนเจ้าตัวจะตัดสินใจตอบไปว่า

“ไม่ต้องหรอก แค่นัดทานข้าวกับคุณนากามูระ ไม่น่าจะมีอะไร”


ก็แค่ลูกค้าจากบริษัทญี่ปุ่นของพ่อที่ชอบนัดไปสังสรรค์โดยที่ไม่สามารถปฏิเสธได้ ทงเฮจึงไม่เห็นว่าจะมีความจำเป็นอะไรที่ต้องพาเลขาของตัวเองซึ่งงานเยอะเป็นกระบุงโกยติดตัวไปด้วย แค่กินข้าวแล้วกลับมาบริษัท แต่ก็ถือเอาเป็นผลประโยชน์ว่าได้พักจากกองเอกสารตรงหน้าไปด้วยเลยทีเดียว

ร่างเล็กหยิบของส่วนตัวพลางจัดชุดสูทสีดำสนิทให้เรียบร้อยก่อนจะกดลิฟต์ลงไปชั้นล่าง ภายในศีรษะยังแว่ววอนร่ำร้องถึงการพักผ่อนอย่างสนิทใจที่ไม่ได้มีมานาน แต่ด้วยภาระหน้าที่จึงทำให้ต้องกัดฟันต่อไปและใช้กาแฟเป็นตัวช่วย แก้วที่สองก่อนจะออกจากห้องมาในวันนี้ทำให้ใจเริ่มสั่น หัวใจเต้นแรงและเส้นสมองเริ่มปวดตึง

รถคันโตระดับผู้บริหารบริษัทใหญ่จอดรออยู่แล้วตรงด้านหน้า ทงเฮก้าวขึ้นไปนั่งพร้อมกับคนขับรถที่ปิดประตูตามหลังและวิ่งอ้อมกลับไปยังที่นั่งประจำ พาหนะสี่ล้อเคลื่อนสู่จุดหมายปลายทางซึ่งเป็นร้านอาหารดังย่านใจกลางเมือง ถนนหนทางรอบตัวจึงดูแน่นขนัดเป็นพิเศษแต่ก็ไม่ได้ติดขัดจนรถขยับไปไหนไม่ได้

เมื่อได้นั่งสบายๆในรถคันหรูพร้อมกับระยะทางที่ยังต้องใช้เวลาอีกสักพัก ทงเฮก็เก็บเกี่ยววินาทีนี้โดยการหลับตาลงเพื่อพักผ่อน ฝีมือการขับที่ไม่กระโชกโฮกฮากชวนปวดหัวทำให้ร่างเล็กเกือบจะผล็อยหลับ หากสติยังไม่ทันได้ดับวูบดี การสั่นสะเทือนของรถพร้อมกับแรงกระแทกอย่างรุนแรงจนตัวลอยไปข้างหน้าก็ทำให้นัยน์ตารีเรียวลุกพรึ่บขึ้นมาทันที

ด้านหน้าของรถบุบยับจนดูไม่ได้ ทงเฮใช้มือลูบตรงศีรษะที่กระแทกกับเบาะด้านหน้าของรถอย่างแรงก่อนจะสำรวจคนขับรถที่เลือดไหลอาบและสลบไปแล้ว โทรศัพท์มือถือสีเงินบางเฉียบถูกยกขึ้นมาเพื่อจะต่อสายฉุกเฉิน แต่ทว่า.. ประตูรถที่ถูกเปิดผัวะก็ทำให้ทุกอย่างหยุดลง ทงเฮนิ่งอึ้งกับภาพตรงหน้า


“ออกมา!!”


เสียงสั่งก้องกังวานมาพร้อมกับเสียงแตรรถของคันหลังๆที่บีบดังลั่น ภายนอกนั้นชุลมุนไม่แพ้ภายในอกของทงเฮ ใบหน้าสวยแสดงความหวาดหวั่นก่อนจะนั่งอยู่กับที่ไม่ขยับไปไหน


“บอกให้ออกมาไง!!” เสียงเดิมตวาดหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ และคราวนี้มาพร้อมกับปืนพกสีดำสนิทซึ่งชี้ไปยังคนขับรถที่กำลังนอนนิ่ง “ถ้ายังนั่งอยู่ตรงนั้น ฉันจะยิงไอ้นี่ให้ตายไปเลย คงจะยินดีน่าดูนะที่มีคนตายแทนตัวเองน่ะ”


คำพูดของคนถ่อย...

แต่กลับกระทบกลางใจเข้าอย่างจัง

ราวกับลูกธนูที่ปักตรงกลางเป้าไม่มีผิด


พอไม่ขยับ ฝ่ามือใหญ่ภายใต้ถุงมือหนังก็กระชากตัวเขาออกมาจากรถ ทงเฮจะขัดขืนก็ได้แต่ก็รู้สึกแย่เกินกว่าที่จะทำ เพราะปืนพกอันเดิมยังจ่อจะปลิดลมหายใจของชายคนหนึ่งที่มีชีวิตปกติและไม่ควรมาพบเจอเรื่องแบบนี้.. ชีวิตไร้ค่าของเขา ไม่สามารถเอาชีวิตคนอื่นมาแลกได้อีกแล้ว

ไม่ควรตั้งแต่แรกแล้ว


“อย่าทำอะไรเค้า”


เป็นคำแรกที่ทงเฮพูดตั้งแต่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง รอบตัวที่วุ่นวายเหมือนเงียบงันลงในทันที ฝ่ามือเย็นชืดชุ่มชื้นไปด้วยเม็ดเหงื่อ ใบหน้าซีดเซียวไร้สีเช่นเดียวกับริมฝีปากที่กำลังขบเม้มจนแน่น ทว่าดวงตายังคงเฉิดฉายไร้วี่แววของความกลัว ราวกับได้ถูกปลดปล่อยมากกว่าจะถูกผูกมัด


“เฮ้ย ตำรวจมา!!”


คงเป็นเพราะตรงนี้คือทางที่จะเข้าไปกลางเมือง คนจึงพลุกพล่านมากผิดปกติและจะไม่แปลกถ้าหนึ่งในฝูงชนเห็นเหตุการณ์แล้วรีบโทรแจ้งตำรวจ อาชญากรรมที่ก่อเกิดขึ้นเหมือนไร้สมองไม่ทำให้ทงเฮเข้าใจมากนัก แต่พอเห็นชุดเครื่องแบบวิ่งเข้ามาไกลๆโจรสองสามคนก็รีบขับรถกระบะซึ่งสภาพยับเยินไม่แพ้กันหนีไป

รถคันเดียวกับที่ทงเฮคิดว่าตั้งใจเอามาชนเขานั่นแหละ..

ตั้งแต่เกิดมา นี่เป็นครั้งแรกที่เกิดเรื่องแบบนี้ ทั้งที่คนรอบตัวทุกคนเตือนให้ระวังแต่ทงเฮก็ไม่คิดว่ามันจะเกิดขึ้นจริง ภายในประเทศที่เจริญแล้วไม่ควรจะมีเรื่องแบบนี้หลงเหลือด้วยซ้ำไป

ถ้าพ่อของเขาไม่ได้เป็นนักการเมืองคนสำคัญ ถ้าบริษัทของเขาไม่ได้ทำรายได้สูงสุดติดสิบอันดับของประเทศ.. เรื่องแบบนี้ก็คงไม่เกิดขึ้น เหตุการณ์พยายามลักพาตัวแบบนี้คงไม่เคยได้เหยียบย่างเข้ามาชีวิตของเขา ความคิดเลวร้ายทั้งหลายพรั่งพรูเข้ามาเหมือนน้ำที่กัดเซาะมาเนิ่นนานแล้วกำลังไหลทะลัก

แม้จะมีคนมาสะกิดเพื่อตรวจสอบว่าบาดเจ็บอะไรไหม
ทงเฮยังไม่มีใจจะหันไปตอบด้วยซ้ำไป


.
.


กว่าจะได้ปากคำกับตำรวจ และจัดการเรื่องโรงพยาบาลเสร็จ นัดทานข้าวก็ล่มไม่เป็นท่า

เพราะเกิดเรื่องแบบนี้คุณนากามูระจึงเข้าใจดีและไม่ต่อว่าอะไรสักคำ นอกจากนั้นยังเป็นห่วงและเมื่อสอบถามจนรู้ว่าไม่เป็นอะไรก็ยอมวางโทรศัพท์ไป... แต่ถึงจะมีนัดต่อ ทงเฮก็รู้ตัวดีว่าคงจะไม่มีอารมณ์กลืนอะไรลงคออยู่ดี

ร่างเล็กถอนหายใจเรียบเรื่อย เดินออกจากโรงพยาบาลพร้อมกับสภาพฟกช้ำของศีรษะเพียงเล็กน้อย คนขับรถอยู่ในห้องผ่าตัด แต่พอหมอมาบอกว่าปลอดภัยดีแล้วก็โล่งใจเหมือนได้ยกภูเขาอันหนักอึ้งออกจากอก คนที่เป็นกังวลจึงยอมกลับบ้านพร้อมกับภาวนาว่าเหตุการณ์เดิมจะไม่เกิดขึ้นอีก

ทงเฮข่มความหวาดกลัวทั้งหมดไว้ในใจ แล้วกลั้นใจก้าวขาขึ้นรถ
จุดหมายปลายทางคือบ้าน และครั้งนี้ก็ปลอดภัยด้วยดี


“เป็นอะไรรึเปล่า?”


เสียงทุ้มกังวานเอ่ยถามทันทีที่ขาก้าวผ่านประตูบ้าน ทงเฮพึมพำตอบกลับไปว่าไม่เป็นอะไร ก่อนจะเดินผ่านห้องนั่งเล่นโอ่โถงเพื่อขึ้นไปยังห้องตัวเอง ทว่าคนถามก็ยังคงเพียรถามต่อไป แม้จะไม่เงยหน้าขึ้นมาจากหนังสือพิมพ์เลยก็ตาม


“เดี๋ยวอีกสองสามวัน ฉันจะจ้างบอดี้การ์ดไปคุ้มครองแก”

“อ๊ะ.. ไม่ต้องหรอกครับ”

“ไม่ได้ เกิดแกเป็นอะไรขึ้นมาอีกคนจะทำยังไง” ถ้อยคำที่ดูเป็นห่วงเป็นใยทำให้ทงเฮยิ้มได้เป็นครั้งแรกตั้งแต่เกิดเรื่องร้ายๆกับตัวเอง ทว่าประโยคต่อมากลับทำให้ลมหายใจสะดุด ใบหน้าสุขล้นแปรเปลี่ยนเป็นเรียบเฉยดังเก่า “ใช้ชีวิตแทนพี่ชายแกซะ เค้าบอกมาแบบนี้ไม่ใช่หรือไง”


คนฟังไม่รอให้ถึงประโยคต่อไป เรียวขารีบก้าวขึ้นไปชั้นบนทันที ได้แต่ปลอบใจตัวเองว่าพึ่งเจอเหตุการณ์สั่นประสาทมาจึงทำให้อ่อนแอจนน่ากลัว อ่อนแอจนได้ยินเสียงใบมีดคบกริบที่กำลังกรีดลงกลางหัวใจชัดเจนเต็มโสดประสาท แม้ภายนอกจะเรียบเฉยเย็นชา แต่ภายในกลับวูบโหวงและเบาราวกับปุยนุ่น เจ็บปวดอ่อนไหว ตรงข้ามกับรูปลักษณ์ที่ฉาบขึ้นมาใหม่อย่างสิ้นเชิง

นื่คือตัวตนของเขาที่จะไม่มีวันให้ใครได้รับรู้

ตัวตนแท้จริงที่เก็บกักมาตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา


.
.


เสียงลากของปากกาที่เซ็นลงบนเอกสารตรงหน้ายังชัดเจนดังก้องอยู่ในสมอง ทว่าใจกลับลอยไปถึงไหนต่อไหน ทงเฮพยายามรวบรวมสมาธิหลังจากหยุดทำงานไปสองวันเต็ม เป็นสองวันที่ไร้เรี่ยวแรงจะทำอะไรเพราะยังหวาดกลัวอยู่ลึกๆ ได้แต่ทิ้งตัวนอนอยู่บนเตียงโดยไม่ขยับไปไหนยกเว้นตอนทานอาหาร

มือเล็กคลายเนคไทตรงลำคอให้คลายตัวลง ก่อนจะโยนปากกาทิ้งเพราะรู้ว่าตัวเองไม่สามารถฝืนได้มากกว่านี้อีกแล้ว สองนิ้วนวดขมับเบาๆด้วยหวังว่าจะให้อาการเครียดจางลง


“ประธานครับ”


ทงเฮขมวดคิ้วเมื่อลืมตาขึ้นแล้วพบกับเสียงเคาะประตูพร้อมกับการก้าวเข้ามาของเลขาคนเดิม ร่างเล็กยืดตัวขึ้นนั่งหลังตรงก่อนจะมองไปยังผู้ชายคนหนึ่งที่เดินตามเข้ามาติดๆ รูปร่างสูงโปร่งกับใบหน้าคมเข้ม เรือนผมสีดำสนิทเช่นเดียวกับดวงตาของเจ้าตัว บุคลิกที่เงียบและนิ่งทำให้ทงเฮรู้สึกเหมือนถูกกดดันอย่างประหลาด


“คุณลีให้ผมพามาแนะนำตัว นี่คือบอดี้การ์ดที่จะดูแลคุณครับ”

“ก็บอกแล้วไงว่าไม่ต้อง”

“อันนั้นต้องคุยกันเองแล้วครับ ผมขอตัวก่อน”


นัยน์ตารีเรียวฉายแววขุ่นใจนิดๆเมื่อมองแผ่นหลังของเลขาตัวเอง พอประตูปิดลงก็เหลือเพียงคนสองคนในห้อง รอบตัวเงียบงันจนชวนให้อึดอัดและกระอักกระอ่วน คนที่ยืนและคนที่นั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานใช้สายตาประเมินกันอย่างไม่ปิดบัง แต่แล้วก็เป็นผู้มาใหม่ที่ยอมอ่อนลงให้ก่อน


“สวัสดีครับคุณทงเฮ”

“อืม”


คนพูดเดินเข้ามาใกล้โต๊ะทำงานมากขึ้นเรื่อยๆ ริมฝีปากได้รูปลดลงมาอยู่ในระดับสายตาเพราะเจ้าตัวเท้าสองแขนลงกับโต๊ะ ชะโงกหน้ามาใกล้จนทงเฮต้องเอนแผ่นหลังพิงกับเบาะนวมเก้าอี้สุดชีวิต รัตติกาลเข้มข้นในดวงตาคู่นั้นฉายแววระยับจนน่าตกใจ ต่างกับตอนเดินเข้ามาเมื่อครู่หน้ามือเป็นหลังมือ


“แนะนำตัวก่อนดีกว่า.. ผมชื่อคิมคิบอม ต่อจากนี้ไปจะเป็นบอดี้การ์ดของคุณ”

“ฉันโตแล้ว ไม่จำเป็นต้องให้ใครมาดูแล”

“จากเหตุการณ์เมื่อวานน่ะเหรอครับ?”


คนฟังจิ๊ปากอย่างขัดใจเมื่อตัวบอดี้การ์ดเองก็รู้ดีว่าเหยียบย่างมาที่นี่เพราะสาเหตุใด แต่การที่ไม่อยากให้ใครมายุ่งวุ่นวายในชีวิตก็ทำให้ทงเฮทำท่าจะพยศอีกครั้ง แต่ก็โดนสกัดจุดเข้าอย่างจังเมื่อเจอเหตุผลที่ไม่สามารถโต้แย้งได้


“คุณลีสั่งให้ผมมา ถ้าคุณอยากยกเลิกการคุ้มครองก็ไปคุยกับเค้าดีกว่า ผมแค่ทำตามหน้าที่”

“แล้วหน้าที่นายเกี่ยวกับการที่ต้องเอามือมาเท้าโต๊ะฉันด้วยรึเปล่า?”

“ไม่เกี่ยว.. แต่จะทำมากกว่านี้ก็ไม่แปลก ยังไงเราก็ต้องอยู่ด้วยกันอีกนาน ญาติดีกันไว้ดีกว่านะคุณประธาน”


ว่าแล้วคนพูดก็ขยิบตาให้ก่อนจะถอยห่างออกไป คิบอมเดินออกไปด้านนอกเพราะรู้ว่าอีกฝ่ายคงไม่มีสมาธิแน่นอนถ้าเขายังคงวนเวียนอยู่ในนี้ คิบอมรู้สึกถูกใจอย่างบอกไม่ถูกในรูปลักษณ์ที่ฉาบไว้ด้านนอก หยิ่งผยองเหมือนลูกแมวตัวน้อยๆ ความอ่อนแอที่ได้เห็นเพียงชั่ววินาทีก่อนจะก้าวเข้ามาในห้องคงเป็นสิ่งที่พยายามเก็บกักไว้ล่ะมั้ง

รู้สึกเหมือนได้เห็นของหายาก

และถูกใจเข้าเต็มเปา

ความพยายามที่จะรักษาระยะห่างถูกบั่นทอนลงเรื่อยๆ


“แล้วเจอกันนะครับ”


เสน่ห์อันเหลือล้นของผู้ชายคนนี้เป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดและปฏิเสธได้ยากจริงๆ และภายใต้สถานการณ์นี้.. ทงเฮเริ่มเห็นเค้าโครงของความยุ่งยากลอยมาแต่ไกล

 


To be continued


 

สวัสดีค่ะ ^^

ใช้เวลานานมากกว่าจะคลอดตอนหนึ่งออกมาได้ ฮ่าๆ
ช่วงนี้แพมยุ่งมากจริงๆค่ะ เวลาเขียนฟิกไม่มีมากมายเหมือนแต่ก่อนแล้ว
ดังนั้นสปีดจะเท่าเมโลดี้ (หรือช้ากว่าด้วย) หอยทากยังชูถ้วยให้ อิอิ

อยากบอกคนที่รออยู่ไว้ก่อนว่ามันจะช้านานแบบนี้ไปเรื่อยๆ
ถ้าใครรอไม่ไหวก็ไม่แนะนำเลยค่า กลัวจะหงุดหงิดกัน
เพราะฟิกเรื่องนี้มันดาร์คได้อีก และจะเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆค่ะ (ถ้ายังสามารถอยู่)
อ่านแล้วค้างคา และอาจจะทำให้เครียดมากกว่าเดิม เหอๆ

เอาเป็นว่าเปลี่ยนแนวสุดโต่งครั้งนี้ ถ้าใครชอบก็คอมเม้นบอกกันได้นะคะ
เจอกันตอนหน้าค่ะ XD

Comment

Comment:

Tweet

เป็นบอดี้การ์ดที่ไม่ธรรมดาจริงๆ
มาถึงก็ต่อปากต่อคำ
สนุกล่ะสินะงานนี้

#10 By madamKIM (180.180.220.244) on 2010-12-21 20:54

เพิ่งได้เข้ามาอ่านงานของไรเตอร์ เขียนดีจังค่ะ

คุณพ่อของด๊องไม่รักด๊องเท่าพี่ชายหรอคะ

ดูเย็นชากับลูกจัง

#9 By ple_129 (58.8.170.128) on 2010-04-22 14:46

หมวยดูจะเป็นคนเก็บกด
เครียดๆ
มาเจอบอดี้การ์ดมาดเข้มออกจะกวดนิดๆ
เจอหน้ากันครั้งแรกก็กัดกันแล้ว

#8 By KoBRiin (124.121.242.204) on 2009-10-01 13:05

ในที่สุดก็ได้อ่านฟิคคิเฮ > <

ชอบอ่า...บอมมันดูเจ้าเล่ห์ดี

แต่ไหงพี่หมวยดูเศร้าๆอ่า...T T



นานแค่ไหนก็รอได้คะ
ไรเตอร์ สู้ๆน้า...^^







#7 By PuPiiz (222.123.233.26) on 2009-07-26 21:07

อ๊ากกชอบอ่ะ

รอ รอ ร่ะค่ะ


นานแค่ไหนก็จะค่อย

#6 By prielfsii (125.26.3.71) on 2009-07-25 22:22

โอ้..ฟิคแนวดาร์คๆแบบนี้ชอบ

ดูอึมครึมได้อีกระหว่าง 2 พ่อลูก angry smile

สงสารหมวยจิงๆ แอนด์จิงจัง

แล้วบอมอ่ะจะทำไรหมวยเนี่ย -*-

ถูกใจหมวยก็อย่าแกล้งหมวยเลยนะ

แค่นี้หมวยก็อยู่เหมือนไม่มีวิญญาณอยู่แล้ว

บอมช่วยทำให้หมวยมีชีวิตชีวาด้วยเถอะนะ ^^

ปล.นานแค่ไหนก็รอได้ค่ะ confused smile

ไรท์เตอร์สู้ๆนะคะ big smile

#5 By mhoomin (58.9.100.90) on 2009-07-17 23:26

ทำไมคุณพ่อเย็นชาอย่างนั้นล่ะ
รักลูกไม่เท่ากันใช่มั้ยเนี่ยยยยย
ขนาดทงเฮเป็นเด็กดี ทำงานเยี่ยม ยังไม่สนใจเลยเหรอ
เค้าความดาร์คมาแต่ไกลจริงๆด้วยค่ะ ฮ่าๆ
คิมคิบอมท่าทางจะเป็นคนร้ายกาจ จะต้องแอบแกล้งทงเฮแน่ๆเลยอ้ะ
เราชอบแนวนี้เหมือนกันนะคะ มันตื่นเต้นดี อีกอย่าง
เราชอบภาษาฟิกและเนื้อเรื่องของคุณแพมอยู่แล้ว นานแค่ไหนก้อรอได้ค่า
ช่วงนี้ยุ่งๆเหมือนกันค่ะ คุณแพมก้ออย่าลืมพักผ่อนน้า

#4 By Natty (125.26.16.226) on 2009-07-17 21:30

ชอบบอมแนวนี้จัง
รออ่านน้าค่า
สู้สู้

ช่วงนี้รักษาสุขภาพน้าค่า

#3 By (58.64.96.50) on 2009-07-17 20:13

ชอบ

คิบอทแบบนี้มากกกกกกกกกกกกกก

ดูเจ้าเล่ห์ดีเนอะๆ

หมวยแอบดื้อ.....

ปล.นานแค่ไหนก็จะรอค่ะ

#2 By Little_twoN on 2009-07-17 14:07

ในที่สุดพี่แพมก็มาต่อ อิอิ

ชอบค่ะ

ฟิกแนวดาร์ค จะติดตามนะคะ

นานแค่ไหนก็จะรอค่ะ ^^

#1 By จ๊ะเอ๋ (158.108.169.74) on 2009-07-17 01:05